การออกแบบการสอนตามแนวการสร้างความรู้ด้วยตนเอง

{ Posted on 21:26 by Dararat }
การออกแบบการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง


1. ผู้สอนต้องให้บริบทการเรียนรู้ที่มีความหมาย เพื่อสนับสนุน แรงจูงใจภายในของผู้เรียนและ การควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ของผู้เรียน
 
2. สร้างรูปแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ จากสิ่งที่รู้แล้วไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ รูปแบบนี้จะคล้ายกับ ทฤษฎีการเรียนรู้ อย่างมีความหมาย ของออสซูเบล คือให้เรียนรู้จากสิ่งที่มีประสบการณ์มาก่อนไปสู่สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่
 
3. ให้เกิดความสมดุลระหว่างการเรียนรู้แบบอนุมาน (Deductive) และอุปมาน (Inductive) คือ เรียนจากเรื่องทั่วไปไปสู่เรื่อง เฉพาะเจาะจง และเรียนจากเรื่องเฉพาะหรือตัวอย่างต่างๆ ไปสู่หลักการ ให้มีอย่างสมดุลไม่มากน้อยกว่ากัน เพื่อให้รู้วิธีการเรียน ในการแก้ปัญหาทั้ง 2 แนวทาง
 
4. เน้นประโยชน์ของความผิดพลาด แต่ทั้งนี้การผิดพลาดนั้นจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อเป้า ประสงค์ของกิจกรรมนั้น ชัดเจน เพื่อผู้เรียนจะได้หาวิธีแก้ไขข้อผิดพลาดไสู่เป้าประสงค์นั้นได้ถูกต้อง
 
5. ให้ผู้เรียนคาดการณ์ล่วงหน้า และรักษาไว้ซึ่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นตามโอกาสอำนวยเนื่องจาก ทฤษฎีการเรียนรู้นี้ไม่ได้มี การกำหนดแนวทาง ความคิดอย่างแน่นอนตายตัว ดังนั้นผู้เรียนอาจ แสวงประสบการณ์การเรียนรู้ได้ ตามสภาพแวดล้อม หรือเหตุการณ์ที่อำนวยให้ หลักการนี้เหมาะสม สำหรับการออกแบบ การสอนที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ ผ่านคอมพิวเตอร์

รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

{ Posted on 13:25 by Dararat }
การเรียนแบบร่วมมือและการทำงานแบบมีส่วนร่วม

Collabborative และ Co-oprative


             การเรียนแบบร่วมมือ (Collaborative)  เป็นวิธีที่เน้นกระบวนกลุ่มและการมีส่วนร่วมร่วมกันภายในกลุ่ม (Cooperative) โดยเน้นผู้เรียนเป็นผู้กระทำและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันทั้งในส่วนผู้เรียนและผู้สอน  โดยที่ผู้เรียนจำดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความสำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกลุ่ม เพื่อบรรลุเป้าหมายสมาชิกทุกคนจึงช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาครูไม่ใช่แหล่งความรู้ที่คอยป้อนแก่นักเรียน แต่จะมีบทบาทเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือจัดหาและชี้แนะแหล่งข้อมูลในการเรียนตัวนักเรียนเองจะเป็นแหล่งความรู้ซึ่งกันและกันในกระบวนการเรียนรู้ เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่าสมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม 
                สรุปได้ว่า การเรียนแบบร่วมมือ (Collaborative) เป็นกระบวนการเรียนที่ครูมีบทบาทเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นกระบวนการกลุ่มหรือการมีส่วนร่วม (Cooperative)ระหว่างคณะและเพื่อนโดยให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันเรียนร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนสมาชิกคนในกลุ่ม เปรียบเหมือนความสำเร็จของตนคือความสำเร็จของกลุ่ม

รูปแบบ เทคนิค และวิธีสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนแบบ Collaborative 

1. Group Process/Group Activity/Group Dynamics
    1.1 เกม
    1.2 บทบาทสมมุติ
    1.3 กรณีตัวอย่าง
    1.4 การอภิปรายกลุ่ม

2. Cooperative Learning
    2.1 การเล่าเรื่องรอบวง (Roundrobin)
    2.2 มุมสนทนา (Corners)
    2.3 คู่ตรวจ สอบ (Pairs Check)
    2.4 คู่คิด (Think-Pair Share)
    2.5 ปริศนาความคิด (Jigsaw)
    2.6 กลุ่มร่วมมือ (Co-op Co-op)
    2.7 การร่วมมือกันแข่งขัน (The Games Tournament)
    2.8 ร่วมกันคิด (Numbered Heada Together)

3. Constructivism
   3.1 The Interaction Teaching Approach
   3.2 The Generative Learning Model
   3.3 The Constructivist Learning Model
   3.4 Cooperative Learning


แหล่งอ้างอิง
วัฒนาพร ระงับทุกข์.เทคนิคและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์พริกหวานกราฟฟิค, 2545.

อุดม รัตนอัมพรโสภณ. การเรียนแบบร่วมมือ. เข้าถึงได้ที่http://phuphannet.multiply.com/journal/item/30/30

Artzt, Alice F. and Newman, Claire M “Cooperative Learning.” The mathematics teacher. 1990: 448 – 452

Starr Roxanne Hiltz, The Importance of Collaborative Learning. Montreal, Canada November,1999


 

แนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง

{ Posted on 08:52 by Dararat }
แนวคิด Constructivism

          เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เชื่อว่า กระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจเกิดจากตัวผู้เรียนเอง โดยความรู้ที่เกิดขึ้นนั้น นักเรียนเป็นผู้สร้างขึ้น โดยอาศัยการ ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมของนักเรียนและจะก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญของแนวคิด Constructivism มีดังนี้

          1. ผู้เรียนเป็นผู้แสวงหา ค้นพบและสร้างความรู้ด้วยตนเอง 
          2. การเรียนรู้สิ่งใหม่จะเกิดขึ้นได้ย่อมขึ้นกับความเข้าใจในบทเรียนปัจจุบันผู้เรียนอาจมีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์เดิมที่ช่วยส่งเสริม สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ใหม่ ดังนั้นครูจึงต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์และสร้างความเข้าใจในบทเรียน
         3. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้สะดวกเมื่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
        4. การเรียนรู้อย่างมีความหมาย จะต้องดาเนินการภายใต้การปฏิบัติในสภาพจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริงมากที่สุด

แหล่งอ้างอิง

สุนีย์ คล้ายนิล. (2543). ธรรมชาติการเรียนรู้และการสอนวิทยาศาสตร์ในการศึกษาคณิตศาสตร์

แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม

การรับรู้ การเรียนรู้และการสื่อความหมาย :: กรณีศึกษาที่ II

{ Posted on 17:07 by Dararat }
เรื่องของ เจ๋งและเก๋

การรับรู้ การเรียนรู้ และการสื่อความหมาย ::กรณีศึกษาที่ I

{ Posted on 16:54 by Dararat }
กรณีศึกษา รักจริงไม่อยากให้ผู้หญิงสูบบุหรี่

การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

{ Posted on 10:26 by Dararat }
          การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีรูปแบบการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรงด้วยการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ส่งเสริม สนับสนุน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง

        การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนั้น ผู้เรียนจะเรียนรู้ด้วยความกระตือรือร้น สร้างความหมายของความรู้ด้วยตนเอง และสร้างความรู้ของตนเองด้วยกระบวนการ ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น แทนที่จะเป็นผู้คอยรับจากครูเพียงฝ่ายเดียว  องค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้ด้วยการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการคือ 
       1. การจัดสถานการณ์ (Situation) การจัดสถานการณ์หรือสร้างสถานการณ์เพื่อการเรียนรู้ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการเชื่อมโยงความรู้เดิมเข้ากับสถานการณ์ที่พบ  สถานการณ์ปัญหาจึงเปรียบเสมือนประตูสู่เนื้อหา  โดยสถานการณ์ปัญหาที่สร้างขึ้นอาจมีหลายลักษณะ ดังนี้
   - เป็นสถานการณ์ปัญหาเดียวที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดที่เรียน
   - เป็นสถานการณ์ที่มีหลายระดับ สำหรับระดับมือใหม่ ระดับเชี่ยวชาญ หรือแบ่งออกเป็นลำดับ ง่าย  ปานกลาง ยาก เป็นต้น
   - เป็นสถานการณ์ที่มีหลายสภาพบริบท ที่ผู้เรียนเผชิญในสภาพจริง
   - เป็นสถานการณ์ปัญหาที่เป็นเรื่องราว

       2. การจัดกลุ่มผู้เรียน การพิจารณาในการจัดกลุ่มผู้เรียนนั้น จะจัดกลุ่มผู้เรียนในลักษณะใด เป็นกลุ่มทั้งชั้น เป็นรายบุคคล หรือเป็นทีมนั้น จะใช้ระบบการจัดอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และสถานการณ์ที่จัดไว้รวมถึงคำนึงถึงสื่อที่มีอยู่
       3. การเชื่อมโยง  เป็นกิจกรรมแรกที่ใช้ในการเชื่อมโยงความรู้เดิมของนักเรียนและเชื่อมโยงระหว่างเรื่องที่นักเรียนรู้อยู่เดิมแล้วกับสิ่งที่จะได้เรียนรู้จากการอธิบาย 

      4. การใช้คำถาม  การถามคำถามนั้นควรใช้ดำเนินการในทุกขั้นตอนของการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดตลอดการจัดการเรียนรู้ ทำให้กิจกรรมการเรียนเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา

      5. การแสดงออก เป็นขั้นตอนที่ให้นักเรียนได้บันทึกและแสดงออกซึ่งความสามารถให้ผู้อื่นได้เห็นได้รู้เรื่องในสิ่งที่ตนรู้หรือได้ปฏิบัติมาแล้วโดยการนำเสนอด้วยปากเปล่า แสดงบทบาทสมมติ หรือแผนผังมโนทัศน์ต่างๆ

     6. การสะท้อนความคิด  นักเรียนทำการสะท้อนความคิดโดยการอธิบายสถานการณ์ของตนเองที่ได้จากการฟังเพื่อนพูดสิ่งที่จำได้จากกระบวนการคิด  ความรู้สึก  ภาพจินตนาการ เจตคติ ทักษะ หรือความคิดที่บอกกล่าวว่าได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง และเรื่องที่อยากรู้คืออะไร เป็นต้น

แหล่งอ้างอิง

วัชรา เล่าเรียนดี. เทคนิคและยุทธวิธีพัฒนาทักษะการคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2548

สุมาลี ชัยเจริญ. เทคโนโลยีการศึกษา หลักการ ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. ขอนแก่น : หจก.โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา, 2551.

แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม

การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ลักษณะของกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนป็นสำคัญ